Picture
คนหลายๆ คนต่างแสวงหาแรงกระตุ้นในการทำงาน หรือแรงบันดาลใจที่จะทำให้ไปถึงความฝันในชีวิต

แรงกระตุ้นนี้มีค่าไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ ถ้าเรามีชีวิตโดยปราศจากแรงกระตุ้น ชีวิตคงเฉื่อยชาน่าดู คนแต่ละคนมักแสวงหาแรงกระตุ้นที่แตกต่างกันออกไป หรือบางคนก็ไม่ต้องการแรงกระตุ้นอะไรเลย (“ชีวิตฉันคงต้องปล่อยไปตามยถากรรม” หรือ “มันสุดแล้วแต่โชคชะตา”)

ในโลกใบนี้ เราแบ่งสถานะของเราได้กว้างๆ เป็นสองสถานะ คือ 1) ถ้าเราเป็นผู้ทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น นั่นแสดงว่า เราอยู่ในสถานะ “ผู้ก่อ” (cause) หรือ 2) ถ้าเราเป็นผู้ถูกสิ่งอื่นๆ กระทำ แสดงว่าเราเป็น “ผลกระทบ” (effect)


แล้วการเป็น “ผู้ก่อ” หรือ เป็น “ผลกระทบ” นี้ เกี่ยวอะไรกับแรงกระตุ้นในการดำเนินชีวิต?

คนหลายพันคนชอบเข้าฟังสัมมนา หรือซื้อซีดีสร้างแรงจูงใจมาฟัง โดยหวังว่าวิทยากรจะช่วยปลุกไฟภายในตัว และให้พลังที่พวกเขาจะก้าวต่อไปข้างหน้า คนเหล่านี้ชอบเป็น “ผลกระทบ” ของวิทยากร

คนอีกกลุ่มหนึ่งหันไปหาแรงกระตุ้นจากยา รับประทานยาเข้าไปแล้วมีกำลังวังชามหาศาล คนกลุ่มนี้ยอมเป็น “ผลกระทบ” ของยา

พนักงานบางคนที่คอยให้เจ้านายมากระตุ้นก็เป็นประเภท “ผลกระทบ” เหมือนกัน  ไม่ทวงงาน ก็ไม่ส่งงาน ไม่มีโบนัสงามๆ งานก็ไม่เดิน

ความจริงก็คือ คนทุกคนสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้กับตนเองได้ เราสามารถเป็น “ผู้ก่อ” ได้ด้วยกันทั้งสิ้น!

“แรงกระตุ้นเป็นเรื่องของอนาคต เป็นคำถามที่ว่า ‘ฉันต้องการอะไร? ‘ ‘พวกเราต้องการอะไร?’ เป็นการก่อให้เกิดผล และถ้าแรงกระตุ้นนั้นน่าสนใจ มันก็จะดึงเรามุ่งไปข้างหน้าเพื่อเข้าไปหามัน” – แอล รอน ฮับบาร์ด

มาดูตัวอย่างกันค่ะ มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งของชายสามคนที่กำลังสร้างโบสถ์หิน มีคนถามชายทั้งสามว่า พวกเขากำลังทำอะไรกัน ชายคนแรกตอบว่า ตนกำลังทลายก้อนหิน คนที่สองตอบว่า กำลังทำมาหากิน ส่วนคนที่สามตอบว่า กำลังสร้างมหาวิหาร

คุณคิดว่า ชายคนไหนที่มีแรงกระตุ้นในการทำงานมากที่สุด?

แน่นอน ชายคนที่สาม

“มหาวิหาร” เป็นภาพในอนาคตที่น่าตื่นเต้น และน่าสนใจ ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่ผลักดันชายคนที่สามให้เพียรสร้างมหาวิหารของเขาอย่างแข็งขัน ไม่ย่อท้อ!

ความไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ความกลัวว่าอนาคตจะไม่เป็นอย่างที่คุณฝัน ความหวังอันเลือนลางริบรี่ สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้า ที่สำคัญ ถ้าอนาคตที่คุณวางไว้ไม่น่าสนใจพอ หรือไม่รู้เลยว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ยิ่งทำให้คุณไม่มีแรงกระตุ้นอะไรเลย คุณจะตกเป็น “ผลกระทบ”ของงาน เจ้านาย หรือปัญหารอบตัว

ในทางกลับกัน ถ้าคุณบอกกับตัวเองได้อย่างชัดเจนว่า คุณต้องการอะไรในอนาคต นั่นคือก้าวแรกของการเป็น “ผู้ก่อ” และถ้าอนาคตนั้นน่าสนใจ นั่นคือแรงกระตุ้นอันวิเศษของคุณ!  

คำแนะนำ

1. หยุดคาดหวังว่าอะไร หรือใครจะเป็นแรงกระตุ้นให้คุณ เลิกคิดว่า “ฉันจะตื่นเต้นมาก ถ้ามีใครให้..... กับฉัน” “ฉันจะไม่ขยันทำงานจนกว่า...” “ชีวิตฉันจะดีขึ้นถ้ามีใคร...”

ในทางตรงกันข้าม จงเริ่มรับผิดชอบชีวิตตนเอง โดยการฝึกเป็น “ผู้ก่อ” และสร้างแรงกระตุ้นให้ตัวเอง โดยการบอกกับตัวเองว่า “ฉันเองที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกตื่นเต้นกระตือรือร้นในชีวิต ฉันจะตั้งใจทำงานเพื่อไปถึงฝันของฉัน ฉันจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น!”

2. เขียนทุกสิ่งที่คุณต้องการในอนาคตออกมา วันนี้คุณต้องการอะไร? สัปดาห์นี้ ปีนี้ หรือชีวิตนี้ทั้งชีวิต คุณต้องการอะไร? เขียนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณรู้สึกว่ามีแรงบันดาลใจขึ้นมา

3. มองหาสิ่งที่น่าสนใจสำหรับคุณ เช่น “ใช้หนี้ให้หมด” ย่อมไม่น่าสนใจหรือเป็นแรงกระตุ้นได้ดีเท่ากับ “เป็นเศรษฐีพันล้านที่ปราศจากหนี้!”

คุณเลือกได้ว่าจะเป็น “ผู้ก่อ” หรือ เป็น “ผลกระทบ” ในการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง เมื่อวาดอนาคตที่น่าสนใจให้กับตัวคุณเองได้แล้ว จงใช้สิ่งนั้นเป็นแรงกระตุ้น อนาคตนั้นเป็นเสมือนยอดเขาที่คุณกำลังจะเดินทางไปถึง มองที่ยอดเขานั้นไว้เสมอ อย่าลดละสายตาไปจากมัน นั่น คือแรงกระตุ้นที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายของคุณ
เรียบเรียงจาก www.tipsforsuccess.org

ลิขสิทธิ์ภาษาอังกฤษ: "Copyright © 2011 TipsForSuccess.org. 
ลิขสิทธิ์ภาษาไทย: "Copyright © 2011 Life Consultant Institute of Siracha. 
All rights reserved. Grateful acknowledgment is made to L. Ron Hubbard Library for permission to reproduce selections from the copyrighted works of L. Ron Hubbard." 


 
_คุณเคยบอกกับตัวเองไหมว่า

"ฉันมีอุปสรรคมากมายเหลือเกิน"
"ฉันไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉันเด็กไป/ แก่ไป/ เป็นผู้หญิง/ เป็นผู้ชาย/ เกิดมาในตระกูลที่ยากจน ฯลฯ"
"คิดไปได้อย่างไรเนี่ยว่าเราจะทำได้?"
"ฉันเบื่อแล้ว"
"ก็มันทำไม่ได้นี่"
"เดี๋ยวค่อยทำ"
"ไม่มีแรงจะทำแล้ว"
"ไม่คิดเลยว่ามันจะยากขนาดนี้"
"ก็เหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละ ฉันคงไม่มีทางจะไปถึงฝันของฉันได้"
"ฉันหมดหวังเสียแล้ว"

เมื่อคุณเริ่มพูดว่า "ทำไม่ได้" เท่ากับว่าคุณกำลังเดินอยู่บนเส้นทางสู่ความล้มเหลวเข้าแล้ว

"ผมทำโครงการนี้ไม่ได้" "ผมไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่าบ้าน" "ฉันไม่มีทางทำสำเร็จ"

อุปสรรคต่อความสำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาในสังคมของเรา เช่น รัฐบาลส่วนใหญ่มักตั้งกฎข้อบังคับไม่ให้คุณทำสิ่งต่างๆ เป็นต้นว่า "ห้ามจอดตรงนี้" "ห้ามเก็บเงินนั้นไว้กับตัว (ต้องจ่ายภาษีเสีย)" "ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎข้อนี้ คุณก็จะไม่สามารถ..." ในกฎข้อบังคับต่างๆ คุณมักจะพบเห็นคำต่อไปนี้อยู่บ่อยครั้ง: "ห้าม" "จำกัด" และ "ไม่อนุญาต" แต่มักจะไม่ค่อยมีคำว่า "ส่งเสริม" "อนุญาต" หรือ "ขอแนะนำ"

นายจ้างบางรายก็ทำตัวคล้ายรัฐบาล และชอบหยุดยั้งสิ่งต่างๆ เช่น "ห้ามเลิกงานก่อนเวลา" "ห้ามทำตามใจตัวเอง" "ห้ามมีอำนาจเกินฉัน"

เจ้าของธุรกิจบางรายก็ทำเช่นนี้กับลูกค้าเช่นกัน อาทิ "ต้องทำนัดล่วงหน้าครับ" "ลดไม่ได้ค่ะ" "ขอโทษนะคะ เราช่วยคุณไม่ได้"

หายนะอันจริงแท้เกิดขึ้น เมื่อคุณหยุดยั้งตัวเอง เช่นบอกกับตัวเองว่า "ฉันรับงานมากกว่านี้ไม่ไหวหรอก" "ฉันไม่มีทางหาเงินได้มากกว่านี้" "ฉันเปลี่ยนตัวเองไม่ได้"

เพราะอะไรคุณจึงรู้สึกเหมือนถูกหยุดยั้งขัดขวาง?

เมื่อคุณมองเห็นแต่ปัญหาในชีวิต คุณย่อมรู้สึกเหมือนถูกหยุดยั้ง เมื่อคุณตัดสินเอาเองว่าพลังแห่งจักรวาลกำลังต่อต้านคุณอยู่ คุณย่อมรู้สึกเหมือนถูกขัดขวาง เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกยอมแพ้ คุณย่อมรู้สึกเหมือนถูกสะกัดกั้น และไม่อยากไปต่อ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

"การหยุดล้วนเกิดขึ้นเพราะความพลาดหวังจากจุดหมายที่ตั้งใจ เบื้องหลังการหยุดยั้งทั้งมวลก็คือ ความพลาดหวังจากจุดหมาย (failed purpose)" - แอล รอน ฮับบาร์ด

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามลำดับ ดังนี้

1. คุณตั้งเป้าหมายว่าจะ_________________

เช่น อยากมีเงินซัก 20 ล้าน อยากมีครอบครัวที่มีความสุข อยากทัวร์ยุโรป อยากช่วยเหลือสังคม อยากมีคอนโดหรูย่านสีลมสาทร หรือเป้าหมายอื่นๆ ที่คุณเคยวาดไว้อย่างสวยงาม

2. ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง คุณบอกกับตัวเองว่า คุณล้มเหลวที่จะทำตามจุดหมายนั้น

คุณเริ่มบากบั่นทำตามฝัน แต่แล้วก็รู้สึกเหมือนถูกขัดขวาง อาจจะเพราะว่า การไปถึงจุดหมายนั้นยากเกินกว่าที่คุณคิด หรือคุณอาจจะเห็นคนอื่นล้มเหลว เลยท้อแท้ บางทีคุณอาจจะเกิดความกลัว หรือขี้เกียจขึ้นมา หรือบางทีก็มีคนมาขวางทางแห่งความสำเร็จของคุณ

3. จากนั้น คุณก็เริ่มปรุงแต่ง หรือเห็นพ้องด้วยกับอุปสรรคที่ขัดขวางจุดหมายของคุณ

"มันหนักเกินไป" "ฉันต้องไปเรียนต่อให้สูงกว่านี้เสียก่อน" "พวกเขาไม่อยากให้ฉันทำสิ่งนี้" "คนไม่มีวาสนาไม่มีทางทำอะไรสำเร็จหรอก" "ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร" "ตั้งความหวังให้มันน้อยกว่านี้หน่อยก็คงจะดี"

คนบางคนอาการหนักกว่านั้น และเริ่มตั้งกำแพงไม่เปิดรับทางแก้ไขปัญหา "อย่าพยายามช่วยฉันเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้หรอก" "ฉันลองมาหมดทุกอย่างแล้ว แต่ไม่มีวิธีไหนเวิร์คเลย" "ไม่มีใครช่วยได้" "คุณเองก็ควรจะยอมแพ้เหมือนกัน"

คุณหยุดมองหาวิธีที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คุณหลีกเลี่ยงไม่ตั้งเป้าหมายอะไรอีกเลย และคุณก็รู้สึกเหนื่อยล้า

แต่โชคดีที่คุณสามารถพลิกสถานการณ์ และไปถึงฝันอันยิ่งใหญ่ของคุณได้

กฎเกี่ยวกับความพลาดหวังในจุดหมาย

"มีกฎอยู่ข้อหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งหมดที่คุณจะต้องทำเพื่อฟื้นคืนชีวิต และการประกอบกิจกรรมต่างๆ ก็คือ การจุดไฟแห่งจุดหมายที่พลาดหวังไปให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่ แล้วอุปสรรคทั้งหลายก็จะพลันหายไป" -- แอล รอน ฮับบาร์ด

นี่คือทางแก้ง่ายๆ ของปัญหาใหญ่ที่แสนจะยากลำบาก เพียงแค่จุดประกายความฝันดั้งเดิมของคุณขึ้นมาอีกครั้ง แล้วอุปสรรค หรือสิ่งที่ขัดขวางคุณทั้งหลายแหล่ก็จะหายไปอย่างน่าอัศจรรย์! มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ? มาดูตัวอย่างกัน

จิลเป็นนักกรีฑาสมัครเล่น เธอต้องการเข้าร่วมการแข็งขันวิ่งมาราธอนระยะทาง 40 กิโลเมตร และอยากจะวิ่งให้สำเร็จ แม้ว่าเธอจะเสียขาไปข้างหนึ่งจากอุบัติเหตุรถยนต์ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จิลซ้อมวิ่งทุกวันด้วยขาเทียม และสะดุดล้มแทบจะทุกกิโล ใครต่อใครต่างบอกกับเธอว่า "เธอกล้าหาญจริงๆ!" "ฉันชื่นชมในความพยายามของเธอจริงๆ" "ถ้าเป็นฉันคงจะล้มเลิกไปนานแล้ว" แต่แล้วหลังจากที่พลาดการแข่งขันไป 2-3 ครั้ง เธอก็เริ่มรู้สึกว่า มันยากเกินไป

จิลยังคงพยายามออกวิ่งในเช้าวันหนึ่ง ขาจริงของเธออีกข้างเกิดเป็นตะคริว ปกติแล้ว จิลจะทนเจ็บและวิ่งต่อไป แต่วันนี้ ความเจ็บปวดมากเกินกว่าที่จิลจะทนไหว ทันใดนั้น จิลล้มลงข้างทาง แขนและเข่าถลอก มีรถบรรทุกของคันหนึ่งวิ่งผ่านมา ทำให้น้ำนองบนพื้นถนนกระเด็นเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของจิลขณะที่เธอกำลังกองอยู่กับพื้น วันนั้น จิลหยุดซ้อมไว้แค่นั้น

ต่อมา ในเช้าแต่ละวัน จิลจะมี "เหตุ" ให้ไม่ได้วิ่งอยู่เรื่อยๆ เช่น ต้องไปพบหมอฟัน ฝนตก แมวหายไปจากบ้าน สารพัดสารพันอุปสรรคที่เพิ่มเข้ามา

จิลบอกกับครอบครัว และเพื่อนๆ ว่า "ฉันไม่เคยคิดว่า มันจะยากขนาดนี้" "วันนี้ ทั้งหนาวแล้วก็เฉอะแฉะ" "ฉันน่าจะล้มเลิกไปตั้งนานแล้ว" แค่คิดว่าจะต้องวิ่งก็ทำให้เธอเหนื่อยแล้ว

แต่แล้ว จิลก็ได้เรียนรู้กฎเกี่ยวกับความพลาดหวังในจุดหมาย จิลคิดหาวิธีที่เธอจะสามารถจุดประกายความฝันอันเดิมของเธอขึ้นมาใหม่ "สิ่งที่ฉันอยากจะทำก็แค่ได้วิ่งมาราธอนระยะทาง 40 กิโลเมตร! ทำไมฉันถึงอยากจะทำให้ได้น่ะเหรอ? อ้อ ใช่แล้ว ฉันไม่ได้อยากจะพิสูจน์อะไร ฉันไม่ได้ต้องการให้ใครมาชื่นชม ที่จริงฉันอยากจะวิ่งแข่งมาตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะสูญเสียขาไปซะอีก ฉันจำครั้งแรกที่ฉันเห็นคนวิ่งมาราธอนสำเร็จทางทีวีตอนอายุ 14  ฉันคิดว่า ฉันอยากจะทำอย่างนั้นบ้าง ฉันคิดว่ามันคงจะเป็นอะไรที่เยี่ยมมาก ฉันจะได้พิสูจน์กับตัวเองว่า ฉันวิ่ง 40 กิโลเมตรได้ นั่นไง จุดหมายของฉัน! และฉันก็ยังอยากจะทำมันอยู่!"

ภายในเวลาไม่กี่วินาที จิลรู้สึกสุดวิเศษ! เธอมองไม่เห็นเหตุผลที่จะทำให้เธอไม่สามารถวิ่ง 40 กิโลเมตรได้สำเร็จ จิลเปลียนเสื้อผ้า และกลับไปฝึกซ้อม แต่คราวนี้ เธอมุ่งมั่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา "ครั้งนี้ ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งฉันได้" จิลบอกกับตัวเอง  อุปสรรคทั้งหลายมลายไป จิลฝึกซ้อม เข้าแข็งขัน และก็วิ่งได้สำเร็จ

คำแนะนำ

1. คุณล้มเลิกความตั้งใจอะไรไป? เป้าหมายใดที่คุณเคยวาดไว้ แล้วตอนนี้คิดว่าเป็นไปไม่ได้? คุณพลาดหวังจากจุดหมายใด?

2. จุดประกายมันขึ้นมาใหม่! เหตุผลดั้งเดิมที่คุณต้องการจะทำสิ่งเหล่านั้นคืออะไร? จุดไฟให้มันลุกโชนขึ้นมาใหม่ นำเหตุผลเหล่านั้นกลับคืนมา

3. ทำให้จุดหมายของคุณแข็งแกร่งขึ้น โดยการเพิ่มพลังให้กับมัน บอกกับตัวคุณเองอย่างหนักแน่นว่า คุณทำจุดหมายเหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดก็ตาม จากนัั้น ให้สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นกับ "เหตุ" ต่างๆ ที่ขัดขวางจุดหมายเหล่านั้น

4. วางแผนว่าคุณจะทำฝันเหล่านั้นให้สำเร็จได้อย่างไร เขียนออกมาเป็นขั้นตอน แล้วก็เอาใจจดจ่ออยู่กับวิธีที่จะทำให้คุณสำเร็จ

5. เริ่มต้นทำขั้นตอนเล็กๆ ที่จะนำไปสู่จุดหมายนั้น จากนั้นก็เริ่มขั้นต่อไป ค่อยๆ ทำเช่นนั้นไปเรื่อยๆ

6. แต่ละครั้งทีคุณรู้สึกอยากล้มเลิก ให้เปลี่ยนความคิดใหม่ ระลึกถึงจุดหมายและความฝันของคุณ รวมถึงเหตุผลที่คุณต้องการทำสิ่งเหล่านั้น

7. คุณไม่มีวันล้มเหลว จนกว่าคุณจะตัดสินใจแล้วว่า คุณไม่อยากทำมันอีกต่อไป ฉะนั้น จงมุ่งมั่นต่อไปจนกว่าคุณจะชนะ!

ตราบใดที่คุณไม่หยุดเดิน คุณไปถึงปลายทางของคุณได้เสมอ ขอเพียงจุดประกายความฝันของคุณขึ้นมาใหม่ และมุ่งหน้าต่อไป ขอให้คุณโชคดี!

Source: www.tipsforsuccess.org

ลิขสิทธิ์ภาษาอังกฤษ: "Copyright © 2011 TipsForSuccess.org.
ลิขสิทธิ์ภาษาไทย: "Copyright © 2011 Life Consultant Institute of Siracha.
All rights reserved. Grateful acknowledgment is made to L. Ron Hubbard Library for permission to reproduce selections from the copyrighted works of L. Ron Hubbard."
 
_As you know, you cause some things and you are the effect of other things. You could say that when you are causing things, you are CAUSE. When someone else causes an effect on you, you could say that you are EFFECT.

Thousands of people buy motivation tapes because they want the tapes to make them be EFFECT. They want the speaker on the tape to fire them up and get them going. They believe the tape gives them energy.

Other people believe drugs will motivate them. They want to swallow a pill and then be energized. They want to be EFFECT of the drug.

Employees who sit around waiting for the boss to motivate them are also EFFECT. Bosses hate the burden of having to motivate everyone. These lazy employees prefer to be EFFECT of the boss and wait for him or her to make them work.

The truth is, everyone can be the source of their own motivation! They can be at CAUSE.

"Motivation is in the future. It's 'What do I want?' 'What do we want?' That's cause. And if it's interesting, it sort of pulls us forward to it." -- L. Ron Hubbard

For example, you may have heard the story about three men who were building a stone church. When asked what they were doing, the first man said he was breaking stones, the second said he was making a living and the third said he was building a cathedral.

Which of the men do you think had the most motivation?

What is the in the future for your activities? What do you want in your future?

If you're not sure, you won't be motivated. If you're afraid you'll get something other than what you want, you won't be motivated. If you have little hope you'll make it, you won't be motivated.

If you doubt your ability to get what you want, you won't be motivated. If you have nothing you want in the future, you will not be motivated. If your future is not very interesting to you, you will not be motivated.

On the other hand, if you spell out exactly what you want, you are CAUSE. If it's interesting, you are motivated!

Of course, you need to have hope that you will make it as well as confidence that you can make it happen. But the first step is to decide what you want.

For example, Jill wakes up and thinks, "I'm going to run my own very successful company some day!" She jumps out of bed and races off to work. Chris wakes up and thinks, "I'm going to be late if I don't get out of bed." He can barely pull his covers off.

Recommendations
1. Stop expecting anything or anyone to motivate you. No longer think, "I'll really get excited after someone gives me a . . ." "I won't work hard until . . ." "My life will change for the better when someone else . . ."

Instead, take responsibility for being CAUSE and for motivating yourself. "I'm the one who will get me excited. I'll work hard to reach my goals. I'm changing my life for the better."

2. Write down everything you want in the future. What do you want today? This week? This year? This lifetime? Keep writing down what you want until you start to feel motivated.

3. Look for things you want that are also interesting to you.

For example, "Pay off my debts" may not be as interesting or as motivational as "Become a debt-free millionaire!"

Source: www.tipsforsuccess.org

"Copyright © 2011 TipsForSuccess.org. All rights reserved. Grateful acknowledgment is made to L. Ron Hubbard Library for permission to reproduce selections from the copyrighted works of L. Ron Hubbard."